อุบัติเหตุเกือบทั้งหมดมีสาเหตุจากคนงาน

อุบัติเหตุเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากคน แต่เราไม่ควรโทษคนเสมอไป เพราะเบื้องหลังการกระทำอันบกพร่องหรือผิดพลาดของคนมักมีสาเหตุมาจากจิตใจ

ชูลซิงเกอร์ (Schulzinger, M.S,; The Accident Syndrome; Charles C. Thpmas, Publisher Springfield. Illinois, USA.) ได้กล่าวว่า “เป็นที่พิสูจน์ได้ว่ามีปัจจัยกว่า 250 ประการที่มีผลต่อการปรับตัวไม่ได้และการเกิดอุบัติเหตุของคนงาน ปัจจัยส่วนใหญ่เกิดจากสภาพจิตใจซึ่งผิดปรกติ เนื่องจากได้รับผลจากสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมภายนอก”

ได้มีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีต่อสภาพจิตใจคนงานจนมีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุขึ้นในหลายประเทศ แต่ข้อมูลจากการทดลองยังไม่มีผลสรุปออกมาอย่างเป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร นอกจากชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยภายนอกมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจคนงานส่วนจะเป็นลักษณะใดนั้นขึ้นกับโอกาสและสภาวะจำเพาะต่าง ๆ ตามแต่ละกรณีไป

ผลงานวิจัยที่น่าสนใจในเรื่องนี้ คือผลงานของ R.A. Alkov (R.A. Alkov  “The Life Change unit and Accident  Behaviour” Lifeline, U.S. Navel Safety Center, Norfolk, Va. USA. Sept-Oct. 1972.) ได้ชี้ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนงานมีผลต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และการเกิดอุบัติเหตุของคนได้

Alkov ได้ตั้งหน่วยวัดขึ้นเรียกว่า “หน่วยการเปลี่ยนแปลงชีวิต” (Life Change Units) และให้มูลค่าสำหรับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งเรียงลำดับความสำคัญเอาไว้ และสรุปเป็นตัวเลขว่า ในช่วงเวลาสั้น หากคนใดได้รับหรือพบกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนมีค่าเกินระดับหนึ่งแล้วจะได้รับผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน ดังตารางต่อไปนี้

ตารางแสดงหน่วยการเปลี่ยนแปลงในชีวิต


จากการวิจัยทดลองพบว่าเมื่อบุคคลได้รับการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างในช่วงเวลาสั้น ๆ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแปลผันตรงกับจำนวนมูลค่าของความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดโดยได้สรุปไว้เป็นตารางดังนี้

ตารางแสดงผลของความเปลี่ยนแปลง

จากผลการวิจัยของ Alkov ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า “สภาพความเปลี่ยนแปลงและความเป็นอยู่ทางบ้านของคนงานมีผลต่ออารมณ์และสภาพจิตใจของคนงานและสภาพอารมณ์และจิตใจที่เสื่อมทรามลงของคนงาน ในการก่ออุบัติเหตุขึ้นได้”

นอกจากปัจจัยทางด้านความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และจิตใจที่มีผลมาเปลี่ยนแปลงภายนอก ที่ทำให้คนงานมีแนวโน้มในการก่ออุบัติเหตุแล้ว อายุของคนงานก็เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดอุบัติเหตุของคนงานได้เช่นกัน

โจเซฟ ทิพฟิน (Joseph Tiffin &Ernest J. McCormick, Industrial Psychology, 4 ed., Prentice Hall  Inc., N.J., USA. 1961) ได้แสดงผลการวิจัยเกี่ยวกับ อัตราการเข้าโรงพยาบาล ของคนงานเทียบกับอายุของคนงาน และอายุการปฏิบัติงาน โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุของคนงาน 9,000 คน ในโรงงานถลุงเหล็กกล้า ได้ผลสรุปเป็นกราฟที่น่าสนใจมากดังแสดงในภาพ

ภาพกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอายุคนงานกับอัตราการเข้าโรงพยาบาลของคนงานต่อ 1 ปี

จากภาพมีข้อน่าสังเกตคือ

1. คนงานที่มีอายุระหว่าง 18-23 ปี มีแนวโน้มที่จะได้รับอันตรายเพิ่มมากขึ้นตามอายุ และจะมีอัตราการเข้าโรงพยาบาลสูงสุดประมาณ 1.25 ครั้งต่อปี

2. คนงานที่มีอายุเกิน 25 ปี (เบญจเพส) ไปแล้วมีแนวโน้มที่จะได้รับอันตรายจนเข้าโรงพยาบาลลดน้อยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ข้อสมมุติฐานที่น่าสนใจคือ

1. เป็นไปได้ที่คนงานอ่อนวัย (อายุต่ำกว่า 25 ปี) มักจะเข้าทำงานในตำแหน่งที่ต้องสัมผัสกับตัวงานโดยตรงจึงมีโอกาสได้รับอันตรายได้มากกว่าคนที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมมีหน้าที่การงานสูงขึ้นการสัมผัสกับตัวงานย่อมน้อยกว่า

2. เป็นไปได้ที่แม้คนงานที่มีอายุมากจะยังคงทำงานในตำแหน่งเดิม เช่นเดียวกับคนงานหนุ่มสาวแต่ก็มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า หรืออาจเกิดเท่ากัน แต่ความรุนแรงของความบาดเจ็บอาจน้อยกว่าจนไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลมากครั้งเท่ากับคนงานอ่อนวัย ทั้งนี้ เพราะคนงานสูงอายุมีประสบการณ์และความสุขุมรอบคอบและสัญชาตญาณเอาตัวรอดดีกว่า

3. คนงานที่มีครอบครัวแล้ว จะมีสุขุมรอบคอบดีกว่าคนงานที่ยังเป็นโสดในระดับอายุเท่า ๆ กัน เพราะผู้ที่มีครอบครัวแล้ว มีภาระและความรับผิดชอบสูงกว่าคนโสด

เราอาจสรุปได้ว่า “จิตสำนึกต่อความปลอดภัย (Safety Conscious)” ของคนงาน เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ อาทิ

1. ความเป็นผู้ใหญ่ (Maturity) ของคนงาน

2. สถานะภาพทางครอบครัว

3. ประสบการณ์ที่ผ่านมา

4. การศึกษาอบรม ฯลฯ

เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ในการคัดเลือกคนงานให้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สอดคล้องกับปัจจัยทั้ง 4 ประการข้างต้น กล่าวคือมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอมีสถานะภาพทางบ้านที่มั่นคง (ไม่มีปัญหาทางครอบครัว) และมีประสบการณ์ที่ดีพอ เพราะข้อมูลบางอย่างที่ได้รับจากคนงานในขณะสมัครงานในขณะสมัครงานนั้นอาจคลาดเคลื่อน และถึงแม้ว่าข้อมูลขณะนั้นอาจเป็นจริง แต่เมื่อคนงานต่อมาอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะภาพทางครอบครัวขึ้นภายหลังได้

สิ่งเดียวที่ฝ่ายบริหารจะหวังผลได้ค่อนข้างสูงจากการกระทำ ก็คือ การให้การศึกษาอบรมแก่คนงานเพื่อให้เกิดจิตสำนึกต่อความปลอดภัย มิใช่เพื่อให้เกิดการอบรมบ่มนิสัยให้มีวินัย และยอมปฏิบัติตามกฎโรงงานแต่เพียงอย่างเดียว